แผนผังความคิดดังนี้
วันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
CAI ดีอย่างไร
CAI คือ โปรแกรมบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
หรือคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (ย่อมาจาก Computer-Assisted
Instruction) ที่มีหน้าที่เป็นสื่อการเรียนการสอนเหมือนแผ่นใส
(Transparent) สไลด์ (Slide) หรือวีดิทัศน์ (Video) ที่ใช้ประกอบการเรียนการสอน
ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้
1. นักวิชาการ (Academic
Expert)
2. นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer)
3. นักสร้างสรรค์ (Producer)
4. นักศิลปะ (Artist)
ฉะนั้น CAI ก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยสอน
โดยมีการกำหนดให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนได้เช่นเดียวกับการเรียนในห้องเรียนกับครู เพียงแต่มีคามยืดหยุ่นน้อยกว่าเท่านั้น
ข้อดีของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
- ผู้เรียนสามารถศึกษาบทเรียนด้วยตัวเองได้โดยไม่จำกัดเวลา
โดยไม่ต้องรอครูหรือเข้าชั้นเรียน
หากไม่เข้าใจสามารถดูหรือเรียนซ้ำได้ บทเรียนใดเข้าใจแล้ว
สามารถผ่านไปเรียนบทอื่นได้โดยไม่ต้องรอให้บทนั้นๆจบก่อน
-ช่วยให้ครูผู้สอนไม่ต้องเสียเวลากับการงานบริหาร
ครูผู้สอนจะได้มีเวลาไปปรับปรุงบทเรียนให้ทันสมัยและมีเวลาให้กับนักเรียนมากขึ้น
เช่น การจัดเลือกข้อสอบ การตรวจและให้คะแนนและวิเคราะห์ข้อสอบ
การเก็บประวัตินักเรียนเฉพาะวิชาที่สอนเพื่อดูพัฒนาการด้านการเรียนและการให้คำปรึกษา
-ช่วยในการจัดทำเอกสารเกี่ยวกับการเรียนการสอนของวิชาที่สอนการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดการเรียนการสอนจะทำให้ครูผู้สอนสามารถ
วิเคราะห์ผู้เรียนเพื่อออกแบบและพัฒนาระบบการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตรงกับวัตถุประสงค์และความต้องการของผู้เรียน
-คอมพิวเตอร์
จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนให้แก่ผู้เรียน
เนื่องจากการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์นั้นเป็นประสบการณ์ที่แปลกและใหม่
-ความสามารถของหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ช่วยในการ
บันทึกคะแนนและพฤติกรรมต่างๆ
ของผู้เรียนไว้เพื่อใช้ในการวางแผนบทเรียนขั้นต่อไปได้อย่างเที่ยงตรงความสามารถในการเก็บข้อมูลของเครื่อง
ทำให้สามารถนำมาใช้ในลักษณะของการศึกษารายบุคคลได้เป็นอย่างดี โดยสามารถกำหนดบทเรียนให้แก่ผู้เรียนแต่ละ
คนและแสดงผลความก้าวหน้าให้เห็นได้ทันที
-ลักษณะของโปรแกรมบทเรียนที่ให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้เรียน
เป็นการช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนช้า สามารถเรียนไปตามความสามารถของตน
-เป็นการช่วยขยายขีดความสามารถของผู้สอนในการคบคุมผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิด
เนื่องจากสามารถบรรจุข้อมูลได้ง่ายและสะดวกในการนำมาใช้
ข้อด้อยของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
-ผู้เรียนจะไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ
ลดโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะผู้เรียนที่อยู่ในวัยเด็ก
จะทำให้การเรียนรู้ระบบการทำงานเป็นกลุ่มลดลง ขาดพัฒนาการด้านนี้
-การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้
เพราะจะไม่สามารถบังคับหรือกำหนดเวลาการเรียนให้ตัวเองได้
-คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
แม้จะมีความยืดหยุ่นและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนได้พอสมควร
แต่ก็ไม่เหมือนกับการเรียนในชั้นเรียนโดยตรงกับครู
ซึ่งความยืดหยุ่นของการเรียนกับครูผู้สอนโดยตรงจะมีความยืดหยุ่นอย่างมากเนื่องจากเป็นการระหว่างคนกับคน
มิใช่คนกับคอมพิวเตอร์
-ถึงแม้ว่าขณะนี้ราคาเครื่องคอมพิวเตอร์และค่าใช้จ่ายต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะลดลงมากแล้วก็ตาม แต่การที่จะนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในวงการศึกษาในบางสถานที่นั้น
จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายตลอดจน
การดูแลรักษาด้วย
- การออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์
เพื่อใช้ในการเรียนการสอนนั้นนับว่ายังมีน้อย
เมื่อเทียบกับการออกแบบโปรแกรมเพื่อใช้ในวงการด้านอื่นๆ
ทำให้โปรแกรมบทเรียนการสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีจำนวนและขอบเขตจำกัดที่จะ
นำมาใช้เรียนในวิชาต่างๆ ในขณะนี้ยังขาดอุปกรณ์ที่ได้คุณภาพมาตรฐานระดับเดียวกัน
เพื่อให้สามารถใช้ได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างระบบกัน เป็นต้นว่า
ซอฟต์แวร์ที่ผลิตขึ้นมาใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของ ไอบีเอ็มไม่สามารถใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบของแม็กคินทอชได้
-การที่จะให้ผู้สอนเป็นผู้ออกแบบโปรแกรมบทเรียนเองนั้น นับว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยเวลา สติปัญญา
และความสามารถเป็นอย่างยิ่ง
ทำให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้สอนให้มีมากยิ่งขึ้น
-เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นการวาง
โปรแกรมบทเรียนไว้ล่วงหน้า
จึงมีลำดับขั้นตอนในการสอนทุกอย่างตามที่วางไว้ ดังนั้น
การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนจึงไม่สามารถช่วยในการพัฒนา
ความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนได้
-ผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เรียนที่เป็นผู้ใหญ่ อาจจะไม่ชอบโปรแกรมที่เรียนตามขั้นตอนทำให้เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ได้
กระบวนการทางนวัตกรรม ( Innovation Process)
การค้นหาความคิดใหม่ : Idea
Generation
6 แหล่งที่มาของความคิดที่เป็นนวัตกรรม
1. ความรู้ใหม่
2. การใช้ประโยชน์จากความคิดของลูกค้า
3. การเรียนรู้จากกลุ่มผู้ใช้ที่มีหัวก้าวหน้า
4. การออกแบบที่เข้าถึงใจคน
5. ฝ่ายวิจัยและพัฒนา
6. นวัตกรรมจากภายนอกองค์กร

การรับรู้ถึงโอกาส :
Opportunity Recognition
“สิ่งที่สำคัญก็คือ เราต้องฉลาดพอที่จะรับรู้ว่า
สิ่งนั้นจะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่เมื่อเราเห็นมันอยู่ตรงหน้า” (Norman
Augustine)
• หลักการรับรู้โอกาสด้วย “แผนผังอรรถประโยชน์”
-นวัตกรรมสร้างอรรถประโยชน์มากที่สุดในด้านใดได้บ้าง
-อรรถประโยชน์นั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าเทคโนโลยีของผู้อื่นเพียงใด
-อรรถประโยชน์ใดมีความสำคัญมากที่สุด
-สามารถปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่อสร้างนวัตกรรมที่เป็นอรรถประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร
การประเมินความคิด : Idea
Evaluation
• ความเหมาะสมของนวัตกรรมกับกลยุทธ์ขององค์กร
• ความสามารถด้านเทคนิคขององค์กรในการสร้างนวัตกรรม
• ความสามารถทางด้านธุรกิจที่ส่งผลให้นวัตกรรมประสบความสำเร็จ
การพัฒนานวัตกรรม :
Development
• ตัวกรองความคิด
-การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation)
-การพัฒนานวัตกรรมกระบวนการ
(Process Innovation)
Everette
M. Rogers (1983) ได้ให้ความหมายคำว่าการแพร่กระจาย หรือ
"Diffusion" ดังต่อไปนี้ “การแพร่กระจาย
คือ กระบวนการ ซึ่งนวัตกรรมถูกสื่อสารผ่านช่องทางในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างสมาชิกต่างๆ
ที่อยู่ในระบบสังคม (Diffusion is the process by which an innovation is
communicated through certain channels overtime among the members of a social
systems)
วุทธิศักดิ์
โภชนุกูล ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
“นวัตกรรม” และ “เทคโนโลยี”
นวัตกรรม คือ
สิ่งใหม่ๆที่เกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม
“นวัตกรรม” เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ
ที่มี 3 ลักษณะประกอบกันได้แก่
1. จะต้อง
เป็นการสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ (creative)
และเป็นความคิดที่สามารถปฏิบัติได้
(feasible idea)
2. จะต้อง
สามารถนำไปใช้ได้ผลจริง (practical
application)
3. มีการเผย แพร่ออกสู่ชุมชน
ส่วนเทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศษสตร์
มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ
อันก่อให้เกิดวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักร แม้กระทั่งองค์ความรู้เช่น
ระบบหรือกระบวนการต่าง ๆ เพื่อให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
อ้าง จากวิกิพีเดีย
จากที่อ้าง ความแตกต่างของนวัตกรรมและเทคโนโลยี นวัตกรรมเป็นการคิดค้นวัสดุ อุปกรณ์
และวิธีการใหม่ๆ
หรือทำการปรับปรุงของเก่าให้ได้สิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ส่วนเทคโนโลยี คือการนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำเนินงานต่างๆ
อย่างมีระบบ หรือจากการนำนวัตกรรมมาพิสูจน์ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์
ผลผลิตจากผลการพิสูจน์ได้ถูกนำมาใช้อย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพ
ตารางแสดง ความแตกต่างของเทคโนโลยี
|
นวัตกรรม
|
เทคโนโลยี
|
|
-สิ่งใหม่
-ใช้ความรู้+
IT
-คุณค่า+
มูลค่า
-ยังไม่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป
|
-สิ่งเกา/ในระบบปกติ
-มีคุณค่า
+ มีมูลค่า
-ได้รับการยอมรับในสังคม
|
*******ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดอยู่ที่ การได้รับการยอมรับจากสังคม ******
นวัตกรรม
อะไรที่เรียก นวัตกรรม
Hughes
(1971) อธิบายว่านวัตกรรม
เป็นการนำวิธีการใหม่ๆ มาปฎิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนาเป็นขั้นๆแล้ว
โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. การคิดค้น
(invention)
2. การพัฒนา
(Development)
3. นำไปปฏิบัติจริง
ซึ่งมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมา
Everette M. Rogers (1983) ได้ให้ความหมายของคำว่า นวัตกรรม
(Innovation) คือ
การคิดการกระทำ หรือวัตถุใหม่ๆ
ซึ่งถูกรับรู้ว่าเป็นสิ่งใหม่ๆด้วยตัวบุคคลแต่ละคนหรือหน่วยอื่นๆของการยอมรับในสังคม
ส่วนประกอบของการแพร่กระจายนวัตกรรม
1. นวัตกรรม (Innovation)
2. ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)
3. ช่วงระยะเวลาหนึ่ง (Time)
4. ระบบสังคม (Social system)

อ้างจาก
วุทธิศักดิ์
โภชนุกูล ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

